Unknown

กูเกิลรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2013 มีรายได้รวม 14.11 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 19% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ 3.23 พันล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนที่ 3.36 พันล้านดอลลาร์
รายได้หลักของกูเกิลยังคงเป็นโฆษณาบนหน้าเว็บกูเกิล โดยเพิ่มขึ้น 18% และคิดเป็น 68% ของรายได้รวมทั้งหมด และรายได้ทั้งหมดนั้นมาจากนอกอเมริกา 55% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสที่แล้วที่ 54% ส่วนตัวเลขที่นักวิเคราะห์กังวลมากที่สุดคือราคาต่อคลิก ซึ่งลดลงถึง 6% สะท้อนให้เห็นว่าโฆษณาบนมือถือยังไม่เติบโตดีนัก
Larry Page ซีอีโอกูเกิลกล่าวว่ารายได้ของกูเกิลที่เติบโตอย่างมากสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากยุค 1 หน้าจอไปสู่ยุคหลายจอ ที่เป็นโอกาสมหาศาลสำหรับกูเกิล เพราะอุปกรณ์ที่มากขึ้น ข้อมูลก็มากขึ้น และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องก็มากขึ้น กูเกิลก็มีโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆ เพื่อพัฒนาวิถีชีวิตผู้คนนั่นเอง
เนื้อหาในช่วงของการแถลงผลประกอบการต่อนักวิเคราะห์ มีส่วนที่น่าสนใจดังนี้
มีคนรับชมคีย์โน้ตงาน Google I/O กว่า 1 ล้านคน
ยอดเปิดใช้ Android วันละ 1.5 ล้านเครื่อง
แอพถูกดาวน์โหลดผ่าน Google Play มากกว่า 5 หมื่นล้านครั้ง
Chrome มีผู้ใช้งาน 750 ล้านคนทั่วโลก
แคมเปญโฆษณากว่า 6 ล้านอัน ย้ายมาใช้ระบบ AdWords ตัวใหม่ คิดเป็น 75%
Page เล่าถึง Project Loon ว่าเป็นเรื่องที่เขาและ Sergey Brin คิดทำมาโดยตลอด
Nikesh Arora ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจเผยว่ากลุ่มธุรกิจยานยนต์ และประเทศบราซิล เป็นส่วนที่มีการเติบโตสูง
การลงทุนของกูเกิลแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ เครื่องมือการตลาดโฆษณา, ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีโฆษณาเช่น ฮาร์ดแวร์ หรือสินค้าองค์กร และ Google Play
Page บอกว่าการใช้ Google Glass เหมือนกับได้อยู่ในโลกอนาคต ซึ่งมีโอกาสธุรกิจใหม่ๆ อีกมาก
เมื่อถามถึง Moto X นั้น Page บอกว่าเขาตื่นเต้นกับมันมาก แต่ไม่มีการระบุชื่อรุ่นแต่อย่างใด
ซีเอฟโอ Patrick Pichette ให้ความเห็นเรื่องตัวเลขโฆษณาที่ลดลงว่า ควรดูควบคู่กันไปทั้ง ราคาต่อคลิก (CPC) และคลิกแบบเสียเงิน (Paid Click) ไม่ใช่ดูแค่ตัวใดตัวหนึ่ง
กูเกิลคำนึงเสมอว่าโครงการที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่าง Google Fiber ต้องสามารถทำกำไรได้
ที่มา: GOOGLE, BLOGNONE